ลูกมีประวัติเคลมไปแล้ว…โดนเพิ่มเบี้ยสุขภาพต้องทำอย่างไร??

ลูกมีประวัติเคลมไปแล้ว…โดนเพิ่มเบี้ยสุขภาพต้องทำอย่างไร??

คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านคงประสบปัญหานี้….และมีความถามว่าบริษัทฯ ทำได้ด้วยเหรอ??
แบบนี้ก็แย่สิ…จะไปทำประกันใหม่ที่ไหน..บริษัทฯไหนจะรับ ลูกมีประวัติเต็มไปหมด

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับกฎหมายในกรมธรรม์ก่อนว่า บริษัทฯ สามารถเพิ่มเบี้ยจากอัตราการเคลมได้ เพราะเบี้ยสุขภาพเป็นเบี้ยปีต่อปี แม้จะทำประกันกับบริษัทประกันชีวิต ไหนตัวแทนแจ้งว่าจะไม่ขึ้นเบี้ยจากการเคลม และจะลดลงด้วยซ้ำตอนอายุ 6 ขวบเป็นต้นไป

ย้อนไปเมื่อ 5-6 ปี ก่อนหลายๆ บริษัทฯ มีประกันเด็กขายมากมาย ทั้งวงเงิน ค่ารักษา และเบี้ยประกัน ลูกค้าเลือกได้อย่างเต็มที่ ที่ไหนเบี้ยถูก ให้วงเงินสูง มี OPD ให้ด้วย หลายบริษัทฯ ก็โกยเบี้ยกันอย่างมากมาย ท้ายที่สุด อัตราการเคลมเด็กก็สูงลิบลิ่ว เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลขึ้นทุกปี ในขณะที่เบี้ยประกันถูกกำหนดตายตัว จึงทำให้บริษัทประกันหลายแห่ง ทั้งปรับแผน ปรับพอร์ต ขายพ่วง และที่ต้องออกจดหมายยกเลิกสัญญา เพิ่มเบี้ย และเทลูกค้ามาอย่างมากมาย….แม้ทางภาครัฐต้องเข้าไปตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล แต่ก็ไม่มีผลอะไรมากมาย ผลท้ายที่สุดลูกค้าและบริษัทฯ ประกันก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง มองหาว่ามีที่ไหนบ้างที่พอจะมีแผนประกันที่ราคาไม่แรง และ วงเงินค่ารักษาปานกลาง จึงทำให้บริษัทฯ ใหม่ในวงการประกันเด็ก รับลูกค้าไปเต็มๆ และโชคร้ายซ้ำอีกครั้ง เมื่อเกิดมหันตภัยร้าย Covid 19 ระบาดเกิดขึ้นอย่างหนัก และต่อเนื่องถึง 3 ปี อัตราการเคลมที่สูงอยู่แล้ว สูงหนักเข้าไปอีกถึง 3 เท่าจึงทำให้บริษัทฯ นั้นไม่สามารถพยุงเบี้ยกับอัตราการเคลมที่มันสวนทางกันได้ ประกอบกับทาง คปภ.ได้ให้ปรับหมวดแผนประกันสุขภาพให้เหมือนกันทุกบริษัทฯ และปรับอัตราเบี้ยให้อยู่ในเลทใกล้เคียงกันทั้งตลาด เพื่อให้ธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้

คำถามคือ…แล้วลูกค้าจะทำยังงัย…คิดอีกทีให้ดี ลูกค้าที่โดนเพิ่มเบี้ย เกิดจากที่ได้เคลมมาแล้วอย่างน้อย ไม่ขาดทุนตามที่จ่ายเบี้ยไป…หรือใครที่เคลมมากกว่า 400% นั่นหมายความว่าถ้าเป็นเราจ่ายเองคงไม่ไหว และลูกเราก็ปลอดภัย…ตอนนี้เรามาตั้งสติก่อนดีมั๊ย ว่าเรามีทางเลือกอะไรบ้าง?? จะไปต่อกับที่เดิมหรือพอแค่นี้ มารีเช็คว่า สถานะเราอยู่ตรงไหน

  1. ลูกเรามีประวัติการเคลมหนักหน่วง ยังพอไปทำที่อื่นได้มั๊ย ถ้าไม่ได้ ที่เดิมยังคุ้มครองทุกโรคเหมือนเดิม เบี้ยที่เพิ่มขึ้น แม้จะย้ายไปที่อื่น ก็ต้องจ่ายเท่ากัน หรือมากว่าเดิม หรืออาจจะน้อยกว่าเดิมไม่เท่าไหร่…แล้วความคุ้มครองล่ะ ได้ครบทุกโรคมั๊ย มีข้อยกเว้นหรือป่าว..
  2. ที่ผ่านมาการเคลมมีปัญหามั๊ย มีตัวแทนบริการดีมั๊ย ยังพอไว้ใจและช่วยอะไรได้ดีมั๊ย บางทีเราอาจจะซื้อความสบาย และความสะดวกสบายได้นะ
  3. การย้ายไปที่อื่น แน่ใจหรือไม่จะไม่ถูกเพิ่มเบี้ยหากเคลมบ่อยๆ เพราะกฎหมายให้สิทธิกับบริษัทฯประกันให้นำอัตราการเคลมมาประเมินเบี้ยปีต่อ ได้นะ
  4. กรณีบริษัทฯให้ต่อสัญญา เพิ่มเบี้ยก็ตามราคาตลาดแต่ความคุ้มครองยังต่อเนื่อง เมื่อลูกแข็งแรงหรือโตขึ้นเบี้ยก็จะลดลงตามอายุ และอัตราการเคลมที่ลดลง หรือรอให้ลูกมีประวัติรักษาน้อยทำที่อื่นได้ ความคุ้มครอง100% เรียกว่าปลอดภัยค่อยย้ายค่าย ไม่เสียประโยชน์นะ
  5. เมื่อเทียบทุกสิ่งอย่างแล้ว ลงเอยด้วยทางเลือกไหนดีที่สุดสำหรับลูกและครอบครัว เราหน้าที่ตัดสินใจ ตัวแทนมีหน้าที่ให้ข้อมูล และยังอยากบริการดูแลต่อๆ ไปน๊า

ปล.คุณแม่อยากบอกว่า การมีประกันดีเมื่อเราเจ็บป่วยจริง บางทีไม่เจ็บป่วยมาก ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะถือว่ามีสิทธิต้องใช้ หรือทำมาหลายปีไม่เคยป่วยเลย เข้าซะหน่อย ห้ามคิดแบบนี้เด็ดขาด….. เทคนิคง่ายๆ ถือประกันอย่างปลอดภัย ไม่จำเป็นไม่ต้องเพิ่มประวัติใน พยายามเข้าโรงพยาบาลให้น้อยที่สุด ให้คิดเสมอว่าเราทำประกันเผื่อ…ไม่ได้เพื่อ..เข้าโรงพยาบาล…จะได้ถือประกันสุขภาพได้ยาวๆ รองรับวิกฤตที่เราเจ็บป่วยจริงๆ และเคลมได้สบายใจน๊า..คุณแม่มาบอกคร่า